ทพ. ศุภกิจ นิยมรัตนกิจ (หมอไวส์)
Head of Dental Department | Owner of Spark Dental Clinic | SEO Specialist

เคยไหมครับ? กำลังดื่มด่ำกับไอศกรีมถ้วยโปรด หรือจิบกาแฟเย็นแก้วอร่อยอยู่เพลินๆ แต่อยู่ดีๆ ก็มีความรู้สึก “ปวดจี๊ด” แล่นแปล๊บขึ้นมาที่ฟันจนต้องหยุดกินกลางคัน ความรู้สึกนี้แหละครับที่เราเรียกกันว่า “อาการเสียวฟัน” หลายคนอาจคิดว่าอาการนี้เป็นแค่เรื่องรำคาญใจชั่วคราว เดี๋ยวก็หายไปเอง แต่รู้หรือไม่ครับว่า อาการเสียวฟันไม่ใช่โรค แต่มันคือ “สัญญาณเตือนภัย” จากร่างกายที่กำลังบอกว่า ฟันของคุณกำลังอ่อนแอและต้องการการดูแลด่วน!
วันนี้เราจะมาเช็กกันดูว่า สัญญาณเตือนแบบไหนบ้างที่คุณไม่ควรมองข้าม และต้นตอของความทรมานนี้เกิดจากอะไรได้บ้าง

4 สัญญาณเตือนอาการเสียวฟัน ที่คุณอาจกำลังเผชิญอยู่
อาการเสียวฟันมักจะไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่จะถูกกระตุ้นด้วยพฤติกรรมบางอย่าง ลองเช็กดูว่าคุณมีอาการจี๊ดๆ เมื่อทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่:
- เมื่อทานของเย็นจัด หรือ ร้อนจัด: นี่คือสัญญาณที่พบบ่อยที่สุด แค่น้ำแข็งโดนฟัน หรือซดน้ำซุปร้อนๆ ก็สะดุ้ง
- เมื่อทานของหวานจัด หรือ เปรี้ยวจัด: น้ำตาลและกรดในอาหาร สามารถทะลุทะลวงเข้าไปกระตุ้นเส้นประสาทฟันได้ง่ายขึ้นเมื่อเคลือบฟันของเราบางลง
- เมื่อแปรงฟัน หรือ ใช้ไหมขัดฟัน: แค่ขนแปรงสัมผัสโดนเนื้อฟันบางซี่ หรือดึงไหมขัดฟันผ่านซอกฟันก็รู้สึกเสียวแปล๊บ
- เมื่อสูดลมหายใจเข้าทางปาก: ในวันที่อากาศเย็นจัด แค่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทางปากก็ทำให้รู้สึกเสียวฟันได้
หากคุณมีอาการเหล่านี้ตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป แสดงว่าฟันของคุณกำลังสูญเสีย “เกราะป้องกัน” ไปแล้วครับ
ฟันกำลังบอกอะไรเรา? (สาเหตุของอาการเสียวฟัน)

โดยปกติแล้ว ฟันของเราจะมี “สารเคลือบฟัน” (Enamel) ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งที่สุดในร่างกายคอยปกป้องเนื้อฟัน (Dentin) และเส้นประสาทที่อยู่ข้างใน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เกราะนี้บางลง หรือเหงือกร่นจนเผยให้เห็นรากฟัน สิ่งเร้าต่างๆ (ร้อน, เย็น, หวาน, กรด) ก็จะวิ่งตรงเข้าไปกระตุ้นเส้นประสาทได้ทันที
แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้เกราะป้องกันฟันของเราหายไป?
- แปรงฟันผิดวิธี: การใช้แปรงสีฟันขนแข็ง และแปรงฟันแรงเกินไปแบบถูไปมาตามขวาง จะทำให้เคลือบฟันสึกและเหงือกร่นได้
- พฤติกรรมการกิน: การติดกินอาหารรสเปรี้ยวจัด น้ำอัดลม หรือผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดเป็นประจำ กรดเหล่านี้จะค่อยๆ กัดกร่อนเคลือบฟัน
- นอนกัดฟันโดยไม่รู้ตัว: แรงบดเคี้ยวตอนนอนหลับมหาศาลมากพอที่จะทำให้เคลือบฟันสึก แตก หรือร้าวได้
- มีฟันผุ หรือ ฟันร้าว: หากมีรอยผุหรือรอยแตกร้าวที่ลึกถึงชั้นเนื้อฟัน อาการเสียวฟันจะเป็นสัญญาณเตือนแรกๆ ก่อนที่จะลุกลามไปสู่อาการปวดฟันอย่างรุนแรง
- อายุที่มากขึ้น และ โรคเหงือก: เมื่อเหงือกอักเสบและร่นลง จะเผยให้เห็นรากฟัน ซึ่งบริเวณรากฟันจะไม่มีสารเคลือบฟันปกป้องเหมือนตัวฟันด้านบน ทำให้เสียวฟันได้ง่ายมาก
วิธีรับมือและกู้คืนสุขภาพฟัน
หากเริ่มมีอาการเสียวฟัน อย่าเพิ่งตื่นตระหนกครับ เราสามารถดูแลเบื้องต้นได้ดังนี้:
- เปลี่ยนแปรงสีฟันด่วน: เลือกใช้แปรงสีฟันที่มี “ขนแปรงนุ่ม” (Soft) หรือนุ่มพิเศษเท่านั้น และปรับน้ำหนักมือให้เบาลง แปรงเป็นวงกลมหรือปัดขึ้นลงแทนการถูไปมาแรงๆ
- ใช้ยาสีฟันสูตรลดอาการเสียวฟัน: ยาสีฟันเหล่านี้จะมีสารที่เข้าไปช่วยอุดท่อเนื้อฟันที่เปิดออก หรือช่วยลดความไวของเส้นประสาทฟัน ควรใช้ต่อเนื่องเป็นประจำ
- ลดอาหารทำร้ายฟัน: เพลาๆ น้ำอัดลม น้ำมะนาว หรือของหวานจัดลงบ้าง หากดื่มน้ำที่มีฤทธิ์เป็นกรด แนะนำให้ใช้หลอดดูดเพื่อลดการสัมผัสกับฟันโดยตรง และอย่าเพิ่งแปรงฟันทันทีหลังกินของเปรี้ยว (ควรรออย่างน้อย 30 นาที)
เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปหาหมอฟัน?
หากคุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและใช้ยาสีฟันลดอาการเสียวฟันแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์แต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ต้องรีบไปพบทันตแพทย์ทันที:
- เสียวฟันหรือปวดฟันยาวนาน แม้จะไม่ได้กินของกระตุ้นแล้วก็ตาม
- ปวดฟันจนตื่นขึ้นมากลางดึก
- มีอาการเหงือกบวมแดง มีหนอง หรือมีเลือดออกบริเวณที่เสียวฟัน
- มองเห็นรอยแตก รอยร้าว หรือรูหลุมดำๆ บนตัวฟันอย่างชัดเจน
สรุปท้ายบทความ
อาการเสียวฟันไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรปล่อยผ่านครับ เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาช่องปากที่ใหญ่กว่าเดิมได้ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกจี๊ดๆ มาทำลายความสุขในการกินของคุณ หมั่นสังเกตสัญญาณเตือน ดูแลความสะอาดอย่างถูกวิธี และไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพช่องปากทุกๆ 6 เดือนกันนะครับ ✨
ใส่ความเห็น